วันนี้มาด้วยความหงุดหงิดอยู่เต็มหัวใจ
ทั้งอึดอัด -- โมโห -- งุ่นง่าน
.
.
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า วันนี้ได้คุยกับคนใกล้ตัวคนหนึ่ง
ที่เพิ่งเป็นแม่คนหมาดๆ เธอคนนี้มีวิถีการใช้เงินแบบที่เราไม่เห็นด้วยในหลายๆครั้ง
แต่วันไหนก็คงไม่ร้ายแรงเท่าวันนี้!
เธอเพิ่งไปถอย car-seat (ที่นั่งสำหรับเด็กในรถ) มาใหม่
อันนี้เป็นอันที่ 3 แล้ว! ที่มีอยู่ก็ใช่จะกระจอกงอกง่อยนะ
มีแบบตะกร้าอันละเกือบหมื่น อันแบบธรรมดาราคาเกือบ 25,000
อันล่าสุดที่ไปถอยมา ... ก็ไม่เท่าไร แค่เฉียด30,000ไปนี๊ดเดียว
ยัง ... ยังไม่เท่านั้น มีคนเพิ่งให้อันใหม่ยี่ห้อไฮโซราคาไม่ต่ำกว่า15,000มาอีกอัน
.
.
เราก็บอกเธอว่าให้เอาอันใหม่ไปขายซะ เพราะว่ามันมีมากเกินไปแล้ว
(มีลูกคนเดียวนะ...ไม่ได้ออกมาทีเป็นครอกซะหน่อย)
คุณเธอก็เริ่มสาธยายว่าทั้งสองอันมันมีข้อแตกต่างอย่างโน้นอย่างนี้
ยกเหตุผลมาอ้างร้อยแปด ---
.
.
เราก็รู้นะว่ามันไม่ใช่เงินของเรา รู้ว่าคนเป็นแม่ก็ต้องอยากให้ลูกได้ของดีที่หนึ่ง
พยายามจะเข้าใจ แต่นี่มันเกินไปไหม ???
ถามว่าเขาฐานะดีไหม ก็โอเคดี หน้าที่การงานมั่นคง มีบ้านหลังใหญ่
แต่ที่รู้ก็ยังกู้เงินสร้างบ้าน ตอนนี้ก็ยังผ่อนพ่อผ่อนแม่ตัวเองอยู่
เอาเงินไปใช้หนี้ก่อนดีไหม ... หรือถ้ายังไม่อยากใช้หนี้ก็เก็บไว้บ้างก็ได้
เงินมันไม่ได้จะบูดจะเน่าสักหน่อย ไหนจะอนาคตเด็กที่ต้องเรียนต้องใช้
โรงเรียนดีๆเดี๋ยวนี้จ่ายทีตั้งเท่าไหร่ ไหนจะต้องไฮโซส่งไปต่อนอกอีก
.
.
ที่มันหงุดหงิดขนาดนี้อีกเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะไม่นานมานี้เพิ่งไปทำงานการกุศลมาด้วย
เป็นองค์กรที่ช่วยสร้างความฝันให้เด็กที่เจ็บป่วยร้ายแรงถึงขั้นอาจเสียชีวิตให้เป็นจริง
ได้เห็นอีกหลายร้อย หลายพันครอบครัวไม่มีเงินแม้กระทั่งจะดูแลขั้นพื้นฐานให้ลูกตัวเอง
ถามว่าพ่อแม่เขาไม่พยายามรึเปล่า งอมืองอเท้ารึก็ไม่ใช่
แต่โอกาสมันไม่อำนวยก็เท่านั้น
เกิดมาผิดที่ ... โตมาผิดทาง ชีวิตช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว
.
.
เราไม่ใช่คนดีมากมาย ไม่ใช่แม่พระ
แต่มันก็อดคิดไม่ได้ว่า (อะไรวะ) ทำไมคนเราโอกาสมันถึงไม่เท่าเทียมกันขนาดนี้
ถ้าเขามีมากจนล้นขนาดนั้น น่าจะคิดแบ่งปันไปให้คนอื่นบ้าง
ช่องความห่างในสังคมมันยากที่จะหายไป แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้มันแคบลงบ้าง
นิดนึงก็ยังดี ...
ขอไปปัดกวาดเช็ดถูก่อน แล้วเดือนหน้าเจอกันจ้า